7เคล็ดไม่ลับสุขภาพดี

t10

เคล็ดลับ 7 ข้อ ที่สามารถทำได้ง่ายๆ ถ้าคุณทำได้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเปลี่ยนคุณให้สุขภาพดีได้แน่ๆ ไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

1) ทานอาหารอย่างเหมาะสม ทานให้ตรงเวลาครบ 3 มื้อ เห็ดหลินจือ โดยเฉพาะในมื้อเช้าซึ่งเป็นมื้อสำคัญอย่าลืมเด็ดขาด แล้วไปลดมื้อเย็นให้ท้องเบาสบาย ไม่ทานอาหารเย็นในช่วงดึกดื่น ที่สำคัญ ในแต่ละมื้อควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสม อย่าลืมเสริมผัก ผลไม้ให้ได้เกลือแร่และวิตามินครบถ้วน และต้องทานอาหารให้ตรงเวลา โรคกระเพาะจะได้ไม่ถามหา นอกจากนี้การปล่อยให้ตัวเองหิวจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา หรือที่เรียกว่าโมโหหิว เราจึงไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างนานและควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 3 มื้อในปริมาณที่พอเหมาะ

สำหรับการทานอาหารเสริมควรพิจารณาเป็นรายบุคคล เห็ดหลินจือแดง โดยเฉพาะในวัยเด็กที่ต้องเน้นให้ครบทุกหมู่ ผู้ปกครองควรพิจารณางดของขบเคี้ยว อาหารจังก์ฟู้ดส์ ขนมหวาน อาหารที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต เพราะในปัจจุบันมีข้อมูลว่าเด็กเป็นโรคอ้วนซึ่งนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ ตามมาได้ง่าย ในวัยกลางคน หรือ ผู้สูงอายุ เน้นอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ เพิ่มแคลเซียมจากการดื่มนม (ในรายที่แพ้นมวัวแนะนำให้เลือกดื่มนมถั่วเหลือง) ควบคู่ไปกับการทานอาหารหลากหลายที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย และผลิตภัณฑ์จากนมอื่นๆ รวมถึงเต้าหู้ก้อน ผักใบเขียว ถั่วงา ช่วยเสริมความแกร่งให้กับกระดูกจะได้แข็งแรงอยู่คู่ร่างกายของเราไปอีกนานๆ

2) อย่าลืมดื่มน้ำให้พอ การดื่มน้ำอย่างพอเหมาะ โดยเฉลี่ยประมาณ 8 แก้ว / วัน จะช่วยให้การเผาผลาญ การไหลเวียนของเลือดซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น กระตุ้นการทำงานของหัวใจและระบบไตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เห็ดหลินจือ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ปริมาณไขมันในร่างกายลดลง เป็นการลดความอ้วนโดยไม่เสียสตางค์ การดื่มน้ำที่เพียงพอยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้มีความสดใสจากภายในสู่ภายนอกเหมาะกับคนที่รักสุขภาพอย่างมาก

3) ฟิตแอนด์เฟิร์ม อย่าลืมออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที นอกจากผลที่ได้ทันทีคือความกระปรี้กระเปร่า สดใส แล้ว การออกกำลังกายในระยะยาว ยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปอด หัวใจ แถมยังช่วยลดน้ำหนักอีกด้วย ซึ่งการออกกำลังกายที่ดีควรใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ อย่างน้อย 1 ใน 6 ส่วนของร่างกาย เห็ดหลินจือแดง กีฬาที่แนะนำสำหรับเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อสำหรับสาวๆ ออฟฟิศ เช่น พิลาทิส โยคะ เต้นแอโรบิก วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือฟิตเนส เป็นต้น ส่วนหนุ่มๆ นอกจากกีฬาหนักๆ ที่ชื่นชอบแล้วการเล่นฟิตเนส การวิ่ง และว่ายน้ำ ยังเป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่ทำให้รูปร่างสมาร์ท ดูดี ไม่แก่เร็ว

4) พักผ่อนให้เพียงพอ คนทำงานมักเลือกการแฮงค์เอ้าท์กับเพื่อนๆ เป็นการผ่อนคลาย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยๆ แน่นอนว่ามันย่อมทำให้ร่างกายทรุดโทรมได้ง่ายๆ เหตุนี้ จึงควรหาเวลานอนหลับพักร่างกายอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เห็ดหลินจือ จะช่วยให้คุณเริ่มต้นวันใหม่อย่างแจ่มใส หรืออาจหาเวลาท่องเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุด ช่วยชาร์จแบตเตอรี่ให้ร่างกายพร้อมกลับมาลุยงานได้อย่างเต็มที่

  5) ลด ละ เลิก พฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพ บางครั้งก็ห้ามกันไม่ได้ สำหรับพฤติกรรมที่ถือเป็นไลฟ์สไตล์ของคนทำงาน แต่คุณอาจจัดสรรเวลาเพื่อสุขภาพได้หากไม่เลิกก็ควร ลด ละ เหล้า บุหรี่ ลงบ้าง เพราะใครๆ เห็ดหลินจือแดง ก็รู้ดีว่าพฤติกรรมที่บั่นทอนสุขภาพนั้นไม่ดีแน่นอนเพราะมันเป็นเหมือนการเติมสารพิษให้ร่างกาย ถ้าใครมีต้นทุนสุขภาพที่ดีก็ดีไป แต่หากใครมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง เมื่อเติมสารพิษเข้าไปย่อมทำให้เสี่ยงต่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งปอด รวมทั้งโรคอื่นๆ

  6) สุขภาพจิตก็สำคัญ นอกจากสุขภาพร่างกายแล้ว การมีสุขภาพจิตที่ดีย่อมทำให้ส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมได้ด้วย รู้แบบนี้หาเวลาดีท็อกซ์ความเครียดจากการออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกที่ชอบ ท่องเที่ยว ฯลฯ ที่สำคัญหาเวลาปฏิบัติธรรม เห็ดหลินจือ อ่านหนังสือธรรมะ ทำจิตใจให้แจ่มใส นั่งสมาธิ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ตลอดปี

  7) แบ่งเวลาให้ครอบครัว อย่าคร่ำเคร่งกับงานจนลืมใส่ใจคนที่เรารัก ทั้งพ่อ แม่ ญาติสนิทมิตรสหาย และคนรู้ใจ เพราะความสุขส่วนหนึ่งมาจากจุดเล็กๆ เหล่านี้ เห็ดหลินจือแดง นอกจากงานคนจำนวนไม่น้อยในปัจจุบัน ยังเพลิดเพลินไปกับโลกโซเชียลจนเกินพอดี ด้วยเหตุนี้ อย่ามัวเพลิดเพลินกับโลกเสมือนเหล่านี้จนลืมคนที่คุณรักไปล่ะ

เห็ดหลินจือแดงราชาสมุนไพรจีนสรรพคุณยับยั้งโรค

การค้นพบเห็ดหลินจือนั้นมีมายาวนาน ราวๆหลายพันปี แต่ก่อนคนจีนจะนิยมเป็นอย่างมาก เอามาชง มาบดเพื่อดื่ม เพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่พอเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างที่มากขึ้นเรื่อยๆ และได้ทราบถึงสรรพคุณสมุนไพร ของเห็ดหลินจือแล้ว ก็มีนักวิจัยหันมาวิจัยเห็ดหลินจือมากขึ้น เห็ดหลินจือที่ค้นพบ มีหลาย ร้อยกว่าสายพันธ์ที่พบได้จากทั่วโลก และหลังๆมาไม่ได้รับความสนใจจากประเทศใกล้เคียงไม่ได้มีแค่คนจีนเท่านั้นที่สนใจในเห็ดหลินจือ มีทั้ง เกาหลี ญีปุ่น ฮ่องกง รวมถึงประเทศไทยเองด้วย แต่เห็ดหลินจือที่เป็นที่รู้จักและนิยมเอามารับประทานมากที่สุดก็จะเป็นเห็ดหลินจือแดง ที่มีสรรพคุณที่มากมาย และโดดเด่นจากสายพันธ์อื่น  ดังนั้นมาดูกันดีกว่าว่า สรรพคุณสมุนไพร เห็ดหลินจือแดง มีมายมายอย่างมาก เป็นราชาของยาสมุนไพรจีนเลยก็ว่าได้

ช่วยลดการเกิดเนื้องอก ที่นำไปสู่โรคมะเร็ง สารที่อยู่ในเห็ดหลินจือแดง จะพบสาร โพลีแซคคาไรด์ มากกว่าสายพันธ์อื่นๆ ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งที่จะเกิดขึ้น หรือถ้าหากผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งแล้ว สามารถใช้ เห็ดหลินจือแดง ได้เหมือนกัน เพราะจะช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ แต่เพื่อให้การรักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพของผู้ป่วยมากที่สุด ผู้ป่วยต้องใช้ เห็ดหลินจือแดง ควบคู่กับเคมีบำบัดที่ทางการแพทย์ทำการรักษา บางรายที่เป็นในระยะต้นๆ ก็หายขาดได้เลย ช่วยบรรเทารักษาอาการปวดตามข้อตามร่างกายต่างๆได้ เหมาะกับคนที่ป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ช่วยบำรุงกำลังเหนื่อยล้าจากการทำงาน เห็ดหลินจือแดง ยังสามารถสกัดเป็นยาปฏิชีวนะ ช่วยรักษากลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ซึ่งเป็นโรคความจำเสื่อมก่อนวัยอันควรนั่นเอง ช่วยทำให้สมองจำได้เร็วขึ้น

นอกจากนั้น ไม่ใช่ผู้ที่ป่วยเท่านั้น ที่สามารถทานได้ คนทั่วไปก็สามารถทานเห็ดหลินจือแดง ได้เช่นกันและเหมาะมากๆ เพราะเห็ดหลินจือแดง นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการ โรคต่างๆได้ ยังช่วยป้องกันภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเราได้อีกด้วย สารในเห็ดหลินจือแดง จะช่วยออกฤทธิ์ การทำงานได้หลายกลุ่มและควบคุมการทำงานให้มีประสิทธิ์ภาพ ช่วยหลั่งสารเคมี หรือสิ่งแปลกปลอมที่ร่างกายได้รับมา ออกไปเพื่อให้ร่างกายปกติ ช่วยบรรเทาหลอดเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่มีโรคที่เกี่ยวกับตับ เห็ดหลินจือแดง สามารถไปช่วยการทำงานของตับให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากใน เห็ดหลินจือแดง จะมีสารต่างๆที่บรรยายออกมาเป็นสรรพคุณสมุนไพรได้เบื้องต้นแล้ว ใน เห็ดหลินจือแดง ยังมีสารอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นกากใยอาหารที่ไปช่วยการทำงานของระบบย่อยในร่างกายทำงานที่ดีขึ้น มีวิตามิน เกลือแร่ กรดอมิโน เอนไซม์ และกรดไขมัน อีกด้วย

สรรพคุณเห็ดหลินจือแดงบำรุงร่างกายยับยั้งโรค

เมื่อพูดถึงเห็ดสมุนไพรที่ชื่อว่าเห็ดหลินจือแล้ว หลายคนคงรู้จักสมุนไพรชนิดนี้มาแล้วบ้าง เพราะสมุนไพรเห็ดหลินจือนั้นมีสรรพคุณอย่างมากมาย แต่ก่อนคนจีน นิยมนำเห็ดหลินจือแดงมารับประทานเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง แต่เมื่อเป็นที่รู้จักไปย่างแพร่หลายทำให้เห็ดหลินจือนิยมไปทั่วโลกและมีนักวิจัยต่างๆมาศึกษค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องสรรพคุณของเห็ดหลินจือ

ลักษณะโดยทั่วไปของเห็ดหลินจือแดงจะคล้ายเปลือกไม้แข็งๆ ตามธรรมชาติจะอาศัยและขึ้นตามขอนไม้ที่ผลุพัง มีพบมากกว่าร้อยกว่าสายพันธ์ทั่วโลก เป็นยาสมุนไพรที่มีมานานมาก ตั้งแต่บรรพบุรุษจนถึงปัจจุบัน กล่าวขานเล่าต่อกันมานานหลายพันปี

เห็ดหลินจือแต่ละสายพันธ์จะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปทั่งสี และสรรพคุณ สายพันธ์ที่วิจัยมาแล้วว่าเป็นสายพันธ์ที่ดีที่สุดคือ เห็ดหลินจือแดง หรือเรียกสั้นๆ ว่า เห็ดหลินจือแดงนั่นเอง

เห็ดหลินจือแดง ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ

1. เส้นใยของเห็ดหลินจือ ทีมีสีขาว ประกอบไปด้วยเซลล์หลายเซลล์ ต้องมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะเห็นเซลล์ที่แตกสาขาออกไป

2. ส่วนที่เป็นดอกเห็ด ซึ่งจะประกอบไปด้วยที่เรียกว่าหมวกเห็ด และส่วนก้าน ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ ประมาณ 10-20 ซม.

3. ส่วนสปอร์ ส่วนนี้จะออกฤทธิ์ทางยามากที่สุด มีลักษณะเป็นรูปไข่ จะอยู่ใต้หมวกเห็ด

เห็ดหลินจือแดงนำมาใช้ในวงการแพทย์มานานหลายสิบปีแล้ว เพราะนักวิจัยทางวิทยาศาตร์ได้ค้นคว้าว่า เห็ดหลินจือแดงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีสารอาหารที่ออกฤทธิ์ทางยามากมาย

พูดถึงสรรพคุณของเห็ดหลินจือแดงมีอะไรบ้าง

1. ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

2. ช่วยชะลอวัย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

3. ช่วยการทำงานของระบบทางเดินหายใจ บรรเทาอาการหอบหืด บำรุงปอด ให้แข็งแรง

4. ช่วยยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็ง ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งๆต่างๆ

5. ช่วยบำรุงหัวใจ เพิ่มออกซิเจนให้กับการทำงานของระบบโลหิต

6. ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคความจำสั้น อัลไซเมอร์ ขี้หลงขี้ลืม

7. ช่วยควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่สูงไม่ต่ำ

8. ช่วยลดโคเรสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด บรรเทาผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

9. ช่วยทำให้อวัยวะภายในทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นปอด ตับไต ม้าม เป็นต้น

10. ช่วยป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายที่นำไปก่อโรคภัยต่างๆ

11. ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ป้องกันภูมิแพ้

12. ช่วยบำรุงสายตา บำรุงฟัน บำรุงกระดูกให้แข็งแรง

 

บำรุงร่างกายด้วยสมุนไพรเห็ดหลินจือแดงสกัด

เห็ดหลินจือแดง

อย่างที่หลายคนทราบมาบ้างแล้วว่า เห็ดหลินจือ เป็นพืชสมุนไพรจีนที่ค่อนข้างหากยากซึ่งมีสรรพคุณอย่างมากมาย เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก เห็ดหลินจือแดง จะเป็นพืชที่มีชื่อเสียเรื่องชองการบำรุงร่างกาย และการรักษาโรคมาช้านาน เดิมที อาจจะมีการนำเห็ดหลินจือมาบำรุงร่างกายให้แข็งแรงเท่านั้น แต่ไม่ใช่แค่เพียงเท่านั้นเมื่อนักวิจัยทางวิทศาสตร์ได้ให้ความสนใจกับสมุนไพรชนิดนี้มาก จึงได้เข้ามาวิจัย และศึกษาเพิ่มเติม จึงสามารถระบุไว้ในผลงานวิจัย ว่าสมุนไพรเห็ดหลินจือแดง นอกจากจะบำรุงร่างกายให้แข็งแรงแล้วนั้น ยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้อย่างมากมาย

เห็ดหลินจือ มีมากมายกว่าหลายร้อยสายพันธ์ ซึ่งค้นพบมานานกว่าหลายพันปี มีลักษณะคล้ายเปลือกไม้แข็งๆที่ขึ้นตามภูเขาสูง เห็ดหลินจือสายพันธ์ที่นิยมนำมารับประทานเพื่อบำรุงร่างกายให้แข็งแรง คือเห็ดหลินจือแดง ที่มีสารออกฤทธิ์ทางยาที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

สรรพคุณของเห็ดหลินจือ มีอะไรบ้าง

1. ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

2. ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ชนิดต่าง

3. ช่วยป้องกันแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกาย

4. ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย

5. ช่วยกระตุ้นไหลเวียนโลหิต

6. ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด

7. ช่วยบรรเทาผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

8. ช่วยป้องกันและรักษาโรคมะเร็ง

9. ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง

10. ช่วยบำรุงไต ปอด ม้าม ให้แข็งแรง

11. ช่วยบำรุงสมอง บำรุงสายตา กระดูก และฟัน

12. ช่วยบำรุงหัวใจ

13. ช่วยลดภาวะการมีบุตรยาก

14. ช่วยลดแผลในกระเพาะอาหาร

15. ช่วยฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างการพักฟื้นหลังจากการผ่าตัด

จะเห็นได้ว่า เห็ดหลินจือ สามารถช่วยป้องกัน บรรเทา รักษาโรคต่างๆได้อย่างมากมาย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมเห็ดหลินจือถึงได้รับความนิยมอย่างมาก เพื่อนำมาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

ปัจจุบันมีการเพาะปลุกเห็ดหลินจือขึ้นมากมายเพื่อนำมาสกัดเป็นยาสมุนไพร การเลือกรับประทานสมุนไพรควรเลือกตั้งแต่การเพาะปลูกเพราะเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ที่เราต้องคำนึงถึง               เห็ดหลินจือแดง ก่อนที่จะนำมาสกัดเป็นยาสมุนไพรต้องสะอาด ได้รับมาตรฐาน และไม่มีสารเคมีมาเจือปน

เห็ดหลินจือมีส่วนประกอบสำคัญอยู่สามส่วน ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้

1. ส่วนของเส้นใย จะแตกเป็นเซลล์ได้หลากหลายสาขา เป็นสีขาวนวล

2. ส่วนของหมวกเห็ดและก้าน จะมีขนาดใหญ่ มีสีน้ำตาลสีแดง มีขนาดประมาณ 10-20 ซม.

3. ส่วนของสปอร์ เป็นส่วนที่มีสารที่ออกฤทธิ์ทางยารวมตัวอยู่มาก อยู่ใต้หมวกเห็ดอีกที

สามส่วนนี้สามารถนำมาสกัดเป็นสมุนไพรได้ทั้งหมดเลย และสมุนไพรเห็ดหลินจือสามารถรับประทานคู่ไปกับการทำเคมีบำบัดสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งได้ อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

สมุนไพรเห็ดหลินจือสรรพคุณยับยั้งโรคร้าย

เห็ดหลินจือ เป็นหนึ่งในสมุนไพรจีนที่ถูกบันทึกไว้ในตำราสุมนไพรว่าเป็นสุดยอดยาสมุนไพรที เป็นยาอายุวัฒนะที่มีดีเรื่องสรรพคุณบรรเทา รักษาโรคต่างๆได้อย่างมากมาย

สรรพคุณที่เป็นที่สนใจทั้งผู้ป่วย และแพทย์เองนั้น คงไม่พูดถึงไม่ได้ คือ ช่วยป้องกัน และรักษาโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ได้นำเห็ดหลินจือ มาใช้ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันได้หลายโรค ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคมะเร็ง ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจกับสรรพคุณข้อนี้อย่างมาก หรือรักษาโรคหัวใจ ที่เป็นอวัยวะสำคัญของร่างกาย อีกด้วย

เห็ดหลินจือ มีมากมายกว่าหลายร้อยสายพันธ์ ซึ่งแต่ละสายพันธ์นั้น มีสรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป รวมทั้งสีและรสชาติอีกด้วย มีทั้งสีแดง สีดำ สีน้ำเงิน สีเหลือง สีเขียว เป็นต้น ซึ่งสายพันธ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากที่นักวิจัยหลากหลายประเทศระบุไว้ในตำราสมุนไพร ว่าสายพันธ์ที่ดีที่สุดในการนำมารักษาโรคได้แก่ สายพันธ์สีแดง มีรสชาติที่ขมออกหวานนิดหน่อย คนสมัยก่อนนิยมมาต้มเพื่อดื่ม แต่ปัจจุบันการนำมารับประทานก็ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแล้ว

เห็ดหลินจือตามธรรมชาติจะหาได้ยากมากๆแล้ว เพราะหลังจากสรรพคุณที่มากมาย ทำให้ไม่ว่าชนชาติใดก็ได้ให้ความสนใจของสมุนไพรชนิดนี้ จนทำให้เห็ดหลินจือ จะเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด 1 ใน 3 ของโลกเลยทีเดียว

ปัจจุบันมีการเพาะปลูกเห็ดหลินจือเกิดขึ้นมากมาก รวมถึงในประเทศไทยอีกด้วย ก็มีฟาร์มเพาะปลูกเห็ดอยู่หลายแห่งเช่นกัน

การเลือกรับประทานเห็ดหลินจือนั้น ควรเลือกตั้งแต่การเพาะปลูกเพราะเป็นสิ่งสำคัญ การเพาะปลูกต้องได้รับมาตรฐาน ปลอดภัย และไม่มีสารเคมีมาเจอปนเพื่อให้ร่างกายได้รับสารประโยชน์ในเห็ดหลินจือมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญควรเลือกรับประทานเห็ดหลินจือที่สกัด 100 %

เห็ดหลินจือมีส่วนประกอบสำคัญ สามารถจำแนกได้ 3อย่างซึ่ง3อย่างนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายได้ทุกส่วน

1. ส่วนของเส้นใย ที่มีเป็นสีขาวนวล ละเอียด เป็นเซลล์ที่แตกออกเป็นขนาดเล็กๆ

2. ส่วนของหมวกเห็ดและก้าน เป็นส่วนที่มีลักษณะคล้ายเปลือกไม้ มีสีแดงอมน้ำตาล มีขนาดใหญ่

3. ส่วนของสปอร์ ส่วนนี้มีสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก มีลักษณะคล้ายไข่ที่เกาะตัวกัน อยู่ใต้หมวกเห็ด

สรรพคุณของเห็ดหลินจือมีอะไรบ้าง

1. ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง บำรุงผิวพรรณ ดูอ่อนเยาว์ ช่วยชะลอวัย

2. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งชนิดต่างๆได้ทุกชนิด และทุกระยะ

3. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง

4. ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง ทั้งตับอักเสบ ตับแข็ง

5. ช่วยบำรุงหัวใจ เพิ่มออกซิเจนให้ร่างกาย เป็นต้น

เห็ดหลินจือแดงคุณสมบัติบำรุงรักษาร่างกาย

วงการแพทย์ให้ความสำคัญของเห็ดหลินจือมากขึ้นเพื่อนำมารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยแต่ละชนิด ซึ่งจากการรักษาสามารถช่วยรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง โรคตับ โรคปอด โรคถุงลมโป่งพอง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคเบาหวาน โรคประสาท โรคเกาต์ โรคริดสีดวง โรคไต โรคตับ โรคปอด เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยมีสุขภาพดีขึ้น และบางรายก็หายจากอาการป่วยอีกด้วย

นักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ระบุไว้ในผลงานวิจัยไว้ว่า เห็ดหลินจือ เป็นพืชสมุนไพรที่แตกต่างจากสมุนไพรชนิดอื่นๆอย่างมาก เพราะมีการวิจัยค้นพบสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอยู่หลายชนิด ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างมาก

เห็ดหลินจือ เป็นพืชสมุนไพรที่มีลักษณะคล้ายเปลือกไม้แข็ง ขึ้นตามภูเขาสูง พบเห็นได้ทั้งเอเชีย และอเมริกากลาง มีหลากหลายสีไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีดำ สีเหลือง สีน้ำเงิน สีม่วง สีขาว เป็นต้น แต่สายพันธ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากที่นำมาเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย คือสายพันธ์สีแดง

ปัจจุบันมีการปลูกเห็ดหลินจืออยู่หลากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยอีกด้วย การเพาะปลูกเห็ดหลินจือ เหมือนการเพาะปลูกเห็ดชนิดอื่นๆ ต้องมีเชื้อในการเพาะปลูกและโรงเพาะปลูกที่สะอาด ปลอดภัยทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มปลูกเลยทีเดียว เพราะว่าหากนำมาสกัดเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย จะได้มีสารเคมีมาเจือปน และทำร้ายร่างกาย

ส่วนประกอบสำคัญของเห็ดหลินจือ สามารถจำแนกออกเป็นสามส่วนได้ดังนี้

1. ส่วนของเส้นใหญ่ จะมีลักษณะเป็นใยเล็กๆสีขาวละเอียด แตกออกเป็นเซลล์ได้หลากหลายสาขา

2. ส่วนของก้านและหมวกเห็ด จะมีลักษณะคล้ายเปลือกไม้มีสีแดง อมน้ำตาล ขนาดใหญ่

3. ส่วนของสปอร์ ส่วนนี้มีสาระสำคัญต่างๆรวมอยู่หลายชนิด มีลักษณะเป็นรูปไข่เล็กๆรวมตัวกัน พบอยู่ใต้หมวกเห็ดอีกที

เห็ดหลินจือ เหมาะกับกลุ่มคนประเภทไหนบ้าง

1. ผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วัยทำงาน รวมถึงวัยผู้สูงอายุ

2. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น

3. ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับแข็ง ตับอักเสบ

4. ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานนำตาลในเลือดสูง

5. ผู้ป่วยที่เป็นโรคปอด โรคหอบ หืด วัณโรค

6. ผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ข้อเอ็น

7. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ

8. ผู้ป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพอง

9. ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกาต์

10. ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ แพ้อาหาร แพ้อากาศ

11. ผู้ป่วยที่เป็นโรคประสาท

12. ผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวง

13. ผู้ป่วยที่เป็นไขมันอุดตันในเลือด

14. ผู้ป่วยที่เป็นไตเรื้อรัง

15. ผู้ป่วยที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก เป็นต้น

เห็ดหลินจือยอดสมุนไพรดังทั่วโลก

การเลือกรับประทานสมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกายนั้น เป็นทางเลือกที่เหมาะ เพราะว่า การรับประทานสมุนไพรไม่มีอันตรายต่อร่างกายอย่างแน่นอน เห็ดหลินจือ เป็นหนึ่งในหลายๆสมุนไพรที่ได้รับความนิยมมาเป็นอันดับต้นๆของโลกเลยก็ว่าได้

เห็ดหลินจือ จัดเป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ทางยาอย่างมาก มีคุณสมบัติช่วยบรรเทา บำรุง ป้องกัน และรักษาโรคภัยต่างๆได้อย่างมากมาย เห็ดหลินจือ ที่นิยมมารับประทาน คือ เห็ดหลินจือแดง มีมายาวนานหลายพันปี และเป็นสมุนไพรที่ถูกบันทึกไว้ในตำราจีนว่าเป็นราชาสมุนไพรจีน ทางวงศ์การแพทย์เองนั้น นำเห็ดหลินจือมาใช้ประมาณ เมื่อ 40ปีก่อน

สรรพคุณของเห็ดหลินจือ

1. ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง อายุยืน ไม่แก่เร็ว ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

2. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่าง อาทิเช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องท้อง มะเร็งต่อลูกหมาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งตับ และอื่นๆ

3. ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก้ร่างกาย กำจัดของเสีย และช่วยป้องกันแบคทีเรีย

4. ช่วยป้องกันโรคเบากวาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ลดการอุดตันจองไขมัน ลดระดับโคเรสเตอรอล

5. ช่วยบำรุงสมอง ระบบประสาท

6. ช่วยบำรุงโรคหัวใจ เพิ่มออกซิเจนให้กับหัวใจหากหัวใจวานเฉียบพลัน

7. ช่วยบำรุงกระดูก ฟันให้แข็งแรง

8. ช่วยป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต

9. ช่วยทำให้ระบบการทำงานของการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น

10. ช่วยลดความดันโลหิต

จากสรรพคุณที่มากมายเหล่านี้ทำให้สมุนไพรเห็ดหลินจือเป็นที่ต้องการของท้องตลาดอย่างมาก และส่วนสำคัญของเห็ดหลินจือที่ถูกนำมาแปรรูปเป็นสมุนไพร ประกอบด้วย ดังนี้

1. ส่วนของเส้นใย ที่มีลักษณะเป็นสีขาวนวล มีขนาดเล็กมาก จะแตกออกเป็นเซลล์หลากหลายสาขา

2. ส่วนของหมวกเห็ดและก้าน มีขนาดใหญ่และค่อนข้างแข็ง ลักษณะคล้ายเปลือกไม้ มีขนาดประมาณ 10-20ซม.

3. ส่วนของสปอร์ ส่วนนี้จะมีราคาแพงที่สุด เพราะว่าสารที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ทางยาจะสะสมอยู่ในส่วนนี้จำนวนมาก

และปัจจุบันเองนั้น มีการแปรรูปเป็นผลิตภันฑ์ออกมาจำหน่าย ปัจจุบันสามารถเลือกซื้อได้มากขึ้น และเลือกรบประทานกันได้หลากหลายวิธี ทั้งนำเห็ดหลินจือมาบดแห้งแล้วนำไปบรรจุแคปซูล เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ แล้วนำมารับประทาน , นำเห็ดหลินจือที่เป็นชิ้น มาต้มกับน้ำ แล้วดื่ม หรือมีการมาแปรรูปเห็ดหลินจือมาแล้ว โดยวิธีสกัดจากเทคโนโลยี ซึ่งวิธีนี้จะเห็ดได้มากที่สุดในปัจจุบัน เพราะง่าย และสะดวกต่อการเลือกรับประทาน

เห็ดหลินจือเหมาะกับคนประเภทไหนบ้าง

1. ผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

2. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆได้ทุกระยะ

3. ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

4. ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน

5. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด วัณโรค

6. ผู้ป่วยที่เป็นโรคอัมพาต

7. ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ เป็นต้น

กินอย่างไรให้มีสุขภาพดี

Healthy Heart

อาหารและสุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน การเกิดโรคบางชนิดมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม หลายคนเคยหลงรูป รส หรือความสะดวกรวดเร็วของอาหารที่แฝงไปด้วยพิษภัยอย่างเงียบๆ เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารสำเร็จรูป เบเกอร์รี่ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลม ฯลฯ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ผิดและตกยุค เพราะคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนเกิดกระแสรักสุขภาพและการกินเพื่อสุขภาพที่ดีตามมา
ข้อแนะนำ 7 เคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพ ดังนี้

 1.กินอาหารเช้าเป็นประจำ มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด และควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยเติมพลังให้ร่างกายและสมองแล้ว ยังช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด ช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น

    2.เลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ (มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น อาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากโคเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหาร และปัจจัยอื่น ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดโคเลสเตอรอลและความดันโลหิต หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น

    3.เพิ่มผักและผลไม้ในมื้ออาหาร และกินเป็นประจำ เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่ และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และช่วยนำโคเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาล และสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากกินขนมอาจหันมากินขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืช เช่น ขนมปังโฮลวีต คุกกี้หรือแคลกเกอร์ผสมมอลต์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรกินในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น

    5.กินปลา ไข่ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์ และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูงวัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ นอกจากนี้ยังมีโปรตีน เหล่านี้ยกเว้นไข่แดงที่มีไขมันน้อย จึงลดความเสี่ยงโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น

  

  6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์  ซึ่งมีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักและผลไม้ หรือเครื่องดื่มมอลต์ก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย อาจใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักฟื้น สตรีมีครรภ์ นักกีฬา นอกจากนี้หากดื่มก่อนนอนจะช่วยให้หลับง่าย เพราะมีสารทริปโตแฟนที่ช่วยให้ประสาทผ่อนคลาย แต่ต้องชงโดยใช้น้ำตาลให้น้อยที่สุด

    7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้วทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน แคลเซียม เป็นต้น ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง ชนิดของนมขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กที่กำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนย เพื่อลดโคเลสเตอรอล หรืออาจเลือกนมผสมมอลต์เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้สูงขึ้น
  อย่างไรก็ตาม การกินเพื่อสุขภาพมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ว่าใครจะเลือกปฏิบัติแบบไหน หลักง่ายๆคือกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ครบทุกมื้อ แต่เลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อารมณ์สดใส และห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ

12 พฤติกรรมช่วยให้มีสุขภาพดี

e_cilmnpquxz16

ทุกวันนี้ชีวิตเราต้องเจอกับสภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพและโรคภัยมากมาย ทั้งภัยจากมลพิษทางอากาศ และภัยจากอาหารการกิน จนอาจจะรู้สึกว่าโลกนี้เริ่มอยู่ยากขึ้นทุกวัน ดังนั้น หากมีหนทางไหนที่จะช่วยให้เรารักษาสุขภาพกายและสุขภาพใจให้ดีขึ้นได้ทีนีมาดู 12พฤติกรรมช่วยให้มีสุขภาพดี

1. หัวเราะคิกคัก ช่วยเลือดไหลเวียน

หัวเราะวันละนิดจิตแจ่มใส คำกล่าวนี้ได้รับการยืนยันจากผลการวิจัยของ  The University of Texas at Austin  แล้วว่าเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเขาได้ทำการทดลองให้กลุ่มอาสาสมัครกลุ่มหนึ่งดูหนังตลกและพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลอดเลือดหัวใจขยายมากกว่าปกติ และช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้นถึง 24% แต่เมื่อกลุ่มอาสมัครเหล่านี้ดูหนังเศร้า และสารคดี จะมีภาวะเส้นเลือดตีบตันเพิ่มขึ้น 18% เป็นผลให้เลือดสูบฉีดได้ไม่สะดวก โดยแพทย์เฉพาะทางได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อเรามีความสุข ร่างกายจะหลั่งสารนิวโรเคมี (neurochemical) ซึ่งเป็นสารเคมีแห่งความสุขออกมา ทำให้ร่างกายเรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นนั่นเอง รู้อย่างนี้ก็หัวเราะบ่อย ๆ นะร่างกายจะได้สดชื่น
2. แปรงและขัดฟันไล่มะเร็ง

รู้ไหมว่าการสะสมของคราบแบคทีเรียและคราบพลัคภายในช่องปากของเรา สามารถกลายร่างเป็นมะเร็งสมองและมะเร็งลำคอได้ด้วย โดยการศึกษาของสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง Roswell Park รัฐนิวยอร์ก พบว่า คนที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบเรื้อรังมีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งสมอง และมะเร็งลำคอเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า โดยไม่จำเป็นว่าผู้ป่วยจะมีประวัติสูบบุหรี่มาก่อนหรือไม่

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งสมองและลำคอ ก็ควรต้องหมั่นดูและรักษาความสะอาดของช่องปากให้ดี ด้วยการแปรงฟันเป็นประจำ และใช้ไหมขัดฟันช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์และคราบพลัคด้วยก็จะดีมาก

3. จิบชาสลายเส้นเลือดสมองอุดตัน

ผลการวิจัยของ UCLA School of Medicine พบว่า ผู้ที่นิยมจิบชาเป็นประจำอย่างต่ำ 3 แก้วต่อวัน จะมีอัตราเสี่ยงเป็นโรคเส้นเลือดสมองอุดตันเพียงแค่ 1 ใน 5 ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่จิบชาน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน เพราะในน้ำชามีสาร EGCG ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง และกรดอะมิโนธีอะนีน ซึ่งจะช่วยขยายหลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดแดงให้สูบฉีดเลือดได้อย่างสะดวก จึงไม่มีความเสี่ยงเป็นเส้นเลือดอุดตัน ห่างไกลจากโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตแบบไร้กังวลกันไปเลย

4. เขียนระบายความในใจ ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

อาจจะดูเป็นวิธีการระบายความในใจที่ล้าสมัย แต่เชื่อไหมว่าการนั่งเพ้อเขียนโน้ตถึงความรู้สึกดี ๆ ที่มีในแต่ละวัน จะสามารถทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ง่าย ๆ ยืนยันด้วยผลการศึกษาของ Kent State University ที่พบว่า คนที่เขียนโน้ตหรือไดอารีถึงความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การทำงานของปอด และตับให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติดี
นอกจากนี้ ยังช่วยลดระดับความดันเลือดในเป็นปกติอีกด้วย เพราะการเขียนหนังสือระบายความในใจ จะช่วยให้สมองได้รำลึกถึงช่วงเวลาของความสุข จึงทำให้ร่างกายมีความสุขไปด้วยนั่นเอง แต่สงวนสิทธิ์เฉพาะการจับปากกาเขียนลงบนกระดาษเท่านั้นนะคะ การระบายความสุขด้วยการแชท หรือโพสต์ข้อความทางโซเซียลเน็ตเวิร์กไม่นับ เพราะวิธีเหล่านี้ใช้เวลานิดเดียว ไม่พอให้สมองได้หวนรำลึกถึงความสุขได้มากเท่าการเขียนลงบนกระดาษ

5. ลุกไปเปลี่ยนช่องทีวี ลดอัตราเสี่ยงอ้วนลงพุง

การศึกษาของชาวออสเตรเลียพบว่า ผู้ที่ขยับร่างกายเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งรีโมท จะมีขนาดรอบเอวที่น้อยกว่าผู้ที่ใช้รีโมทเปลี่ยนช่องทีวีถึง 16% เพราะการขยับลุกเดินอยู่เรื่อย ๆ จะช่วยให้ร่างกายได้ออกกำลังเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และระดับกลูโคสในเลือดให้ลดลง ช่วยลดอัตราเสี่ยงเป็นโรคอ้วนลงพุงได้อย่างสบาย นอกจากนี้ในระหว่างวัน ควรหมั่นหาโอกาสลุกเดินบ่อย ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ร่างกายได้ออกกำลัง ไม่ว่าจะด้วยวิธีการเดินคุยโทรศัพท์ หรือลุกเดินออกจากโต๊ะไปพักสายตาก็ได้

6. จดโน้ตเพิ่มความจำ

สถาบันวิจัยทางกายภาพแนะนำว่า เราควรจะจดโน้ตการประชุม หรือการสอนของอาจารย์ลงในสมุดแทนที่จะใช้วิธีการอัดเสียง หรือเพียงแค่นั่งฟังเฉย ๆ เพราะการจดสิ่งที่ได้ยินลงไปในกระดาษ จะช่วยให้สมองจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น เนื่องจากเวลาที่ต้องเขียนอะไรลงไปในกระดาษ เราจะมีสมาธิและตั้งใจฟังข้อมูลที่จะจดได้ดีขึ้นนั่นเอง

7. ถามย้ำผลการตรวจรักษา ป้องกันตรวจพลาด

อย่าชะล่าใจหากคุณไปตรวจสุขภาพกับคุณหมอแต่กลับไม่พบว่าเกิดความผิดปกติใด ๆ กับร่างกาย เพราะในความเป็นจริง การตรวจรักษามีโอกาสพลาดได้ถึง 1 ใน 14 และอาการของโรคบางอย่างก็ปรากฏช้า เมื่อพบว่าเป็นโรคอีกทีก็เมื่อสายไปแล้ว ดังนั้น หากคุณรู้สึกว่าร่างกายตัวเองไม่ค่อยปกติ และสงสัยว่าอาจจะเจ็บป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง ให้ถามผลการตรวจรักษาย้ำกับแพทย์โดยตรงอีกครั้ง และหากเป็นไปได้ควรจะกลับมาตรวจใหม่ด้วยก็จะดีมาก
8. บีบมือคนรักขจัดความเครียด

การได้กอดใครแน่น ๆ หรือจับมือคนที่รักเราสามารถช่วยลดความเครียดที่มีอยู่ไปได้มากโข ยืนยันด้วยผลการศึกษาของ American Psychosomatic Society ที่ได้ทดลองให้คู่รักจำนวนหนึ่งระบายความเครียดด้วยการเล่าให้อาสาสมัครฟัง กลุ่มหนึ่งเล่าไปจับมือคนรักไป อีกกลุ่มเล่าโดยไม่ได้จับมือคนรัก และจากการศึกษาก็พบว่า กลุ่มที่ระบายความเครียดโดยไม่ได้สัมผัสกับคนรัก ยังคงมีระดับความดันเลือดสูงอยู่ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่จับมือคนรักไปด้วย

นั่นก็หมายความว่า การได้สัมผัสกับคนรัก สามารถช่วยลดระดับความดันเลือด และลดความเครียดได้ เพราะการได้แชร์ความรู้สึกกับคนที่เราไว้ใจ จะช่วยให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยว และรู้สึกว่ามีหลักพึ่งพิงที่ดี จึงทำให้ลดความกังวลลงไปได้มาก

9. ฝึกโยคะรักษาอาการปวดหลังเรื้อรัง

West Virginia University เขาได้ทำการศึกษากับผู้ที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง ให้ฝึกเล่นโยคะเป็นเวลา 90 นาที สัปดาห์ละ 2 ครั้งติดต่อกันนาน 6 เดือน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยที่มีอาการปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งได้ทำการรักษาบำบัดด้วยวิธีอื่นอยู่แล้ว และพบว่า กลุ่มคนผู้ป่วยที่เล่นโยคะ มีอาการปวดหลังน้อยลงกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่บำบัดด้วยวิธีอื่นโดยเฉลี่ยถึง 60% และจะค่อย ๆ บรรเทาอาการปวดหลังลงไปอีกมาก เมื่อฝึกเล่นโยคะต่อไปเรื่อย ๆ อีก 6 เดือนต่อมา ดังนั้นใครที่มีปัญหาสุขภาพหลัง จะลองเล่นโยคะดูบ้างก็ดีไม่น้อยเลย
10. กินปลาย่างมื้อเย็นเลี่ยงความจำเสื่อม

ใคร ๆ ก็รู้ว่าเนื้อปลามีประโยชน์ต่อร่างกายและสมองของเราเป็นอย่างมาก เพราะมีสารอาหารที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ เช่น โอเมก้า 3 โปรตีน และแร่ธาตุที่สำคัญต่อสุขภาพของเราหลากหลายชนิด ที่จะช่วยบำรุงเส้นเลือดในสมอง และลดอาการอักเสบของหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม

อีกทั้งผลการวิจัยของสถาบันสุขภาพยังเผยด้วยว่า คนที่รับประทานปลาย่างเป็นประจำ หรือรับประทานมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมเพียงแค่ 1 ใน 5 เท่านั้น ซึ่งถือเป็นอัตราเสี่ยงที่น้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่นิยมรับประทานปลา ดังนั้นคงจะดีไม่น้อยหากเราจะเพิ่มเมนูปลาย่างเข้าไปในมื่อเย็นด้วย จะเลือกกินปลาแซลมอน ปลาทูน่า หรือปลาแมคเคอแรลก็ได้

11. ดื่มนมในตอนเช้า ช่วยลดน้ำหนัก

ผลการศึกษาของ American Journal of Clinical Nutrition พบว่า ผู้หญิงที่ดื่มนม 1 แก้ว ร่วมกับอาหารอื่น ๆ ในมื้อเช้า จะช่วยลดพลังงานแคลอรี่ในมื้อกลางวันได้โดยเฉลี่ย 50 กิโลแคลอรี่เลยทีเดียว ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะว่า นมจะช่วยให้เรารู้สึกอิ่ม และช่วยลดอาการอยากอาหารอื่น ๆ ทำให้เรารับประทานอาหารในมื้อถัดไปได้น้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักลดลงประมาณ 2 กิโลกรัมด้วย

12. ดื่มแอลกอฮอล์บำรุงเลือดและหัวใจ

ข้อนี้น่าจะถูกใจนักดื่มตัวยง เพราะผลการวิจัยจากประเทศฮอลแลนด์ออกมายืนยันแล้วว่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ประมาณ 1 แก้วต่อวัน โดยเฉพาะการดื่มไวน์แดง จะทำให้ร่างกายผลิตสาร tPA (tissue plasminogen activator) ซึ่งเป็นสารสลายลิ่มเลือดอุดตัน และช่วยให้ร่างกายผลิตแคลอรี่ชนิดดี ส่งผลดีต่อหัวใจ และลดความดันโลหิตได้อีกด้วย

ไม่น่าเชื่อว่าพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เราอาจจะทำกันจนชิน หรือไม่เคยเห็นถึงความสำคัญของมันเลย จะสามารถช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่ดีขึ้นได้มากขนาดนี้