ความหวังของโรคเอดส์ และการวิจัยทางการแพทย์

0
11

ความหวังของโรคเอดส์ และการวิจัยทางการแพทย์

สุขภาพดี เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน เช่นเดียวกับผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และผู้ป่วยโรคเอดส์ ซึ่งความหวังของโรคเอดส์ และการวิจัยทางการแพทย์ นี่คงเป็นสิ่งที่ผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคนี้บอกได้เลยว่าก็คงกำลังจะตั้งความหวังหรือพยายามหาวิธีในการที่จะช่วยรักษาโรคนี้กันอยู่ ซึ่งจะต้องเข้าใจกันก่อนว่าในยุคปัจจุบันนั้น เมื่อเป็นโรคเอดส์ขึ้นมาแล้วการรักษาให้หายขาด จะไม่สามารถเป็นไปได้แต่จะมีเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถจะรักษาให้หายขาดได้ ซึ่งในส่วนนี้ก็มีวิธีในการดูแลหรือรักษาตัวเองมาหลายวิธีเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วเรามาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรได้บ้างที่ในปัจจุบันยังเป็นความหวังและเป็นสิ่งที่เราเองจะต้องทำความเข้าใจโดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงในการที่จะเป็นโรคนี้

HIV กับ โรคเอดส์
ความหวังแรกที่เราจะต้องเข้าใจเลยก็คือ การตรวจหาความแตกต่าง หลายคนมักจะมีความเข้าใจว่าเมื่อผลลัพธ์ในการตรวจออกมาเป็นโรคเอชไอวี หรือเรียกว่าเป็นผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้ก็มักจะคิดว่าตัวเองเป็นโรคเอดส์ แต่บอกได้เลยว่าในส่วนนี้เป็นเพียงแค่การติดเชื้อเท่านั้น ซึ่งถ้าหากว่ามีการไปรักษาหรือการไปหาหมอตามที่แพทย์สั่งตั้งแต่เบื้องต้น คอยดูแลตัวเองในทุกๆช่อง ทางนั้นก็จะสามารถกำจัดเชื้อชนิดนี้ได้อย่างทันที โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเชื้อจะกลายพันธุ์ ซึ่งจะแตกต่างกันกับโรคเอดส์โดยตรงเพราะ จะไม่สามารถรักษาให้หายแบบวิธีทั่วไปที่ใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อ hiv ได้

เอชไอวี คือเชื้อไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ โดยเปลี่ยนอาร์เอ็นเอของไวรัสเป็นดีเอ็นเอ และทำการแทรกดีเอ็นเอ เข้าไปในดีเอ็นเอของมนุษย์ เซลล์ที่มีดีเอ็นเอของไวรัสจะสร้างอนุภาคใหม่ของไวรัสออกมา และเซลล์นั้นจะตายไป หรือถูกกำจัดด้วยภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากเซลล์ที่มีดีเอ็นเอไวรัสอยู่ เรียกว่า “เซลล์ในภาวะแฝง” ซึ่งเซลล์นี้จะถูกกระตุ้น และผลิตไวรัสได้อีกในภายหลัง ภูมิคุ้มกันของร่างกายจะไม่เห็นว่าเซลล์ที่มีเชื้อหลบซ่อนอยู่นี้จัดเป็นเซลล์ผิดปกติ ทำให้ไม่ถูกกำจัดและคงอยู่ในร่างกายได้เหมือนเซลล์ปกติ
การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ไม่สามารถกำจัดเชื้อที่ซ่อนอยู่ในเซลล์เหล่านี้ได้ เมื่อผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัส มักจะมีแหล่งสะสมเชื้อขนาดใหญ่อยู่แล้วและจะลดลงด้วยอัตราครึ่งชีวิตที่ 44 เดือน
จากข่าวการพัฒนาการวิจัยและรักษาโรคเอดส์ มีเพียง 2 รายในโลกที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ 100% ทั้ง 2 รายนี้ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยทำการปลูกถ่ายด้วยเซลล์จากผู้บริจาคที่ดื้อหรือต้านทานต่อเชื้อเอชไอวี (พบประมาณ 1% ของชาวยุโรป) การรักษานี้อันตราย (อัตราการตายสูง) กระบวนการรักษาทำได้ยาก ราคาแพงและยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ส่วนเทคโนโลยีการรักษาให้หายขาดอื่น ๆ ยังอยู่ในขั้นทดสอบในสัตว์ทดลอง ล่าสุดพบว่าการใช้เทคโนโลยีคริสเปอร์ ร่วมกับการใช้ยาต้านเอชไอวีนั้นสามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีในหนูได้ ถ้าเทคโนโลยีนี้สามารถพัฒนาต่อได้และอาจจะนำมาใช้ในคนได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม บางคนที่ได้รับยาต้านไวรัสเร็ว ตั้งแต่ติดเชื้อเอชไอวีระยะเฉียบพลัน สามารถควบคุมเชื้อเอชไอวีได้นานหลายปีหลังหยุดยาต้านไวรัส ปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การรักษาด้วยหลายวิธีร่วมกัน พบว่าการรักษาด้วยหลายวิธีร่วมกันนี้ในลิงที่ติดเชื้อเอชไอวี สามารถควบคุมเชื้อไวรัสในลิงได้ดี เพื่อการมี สุขภาพ ที่ดี
บุคคลที่มีผลการตรวจเป็นบวกพร้อมกับได้เริ่มยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็วในระยะติดเชื้อเฉียบพลัน อาจทำให้เกิดการลดระดับของระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเอชไอวี และทำให้การตรวจแอนติเจน/แอนติบอดีที่เป็นผลบวกนั้นอาจจะกลายเป็นผลลบได้อีก ยาต้านไวรัสเอชไอวีจะทำให้ปริมาณไวรัสลดลงจนไม่สามารถวัดได้ในเลือด

การปลูกถ่ายไขกระดูก
ทั้งนี้บอกเลยว่าถ้าหากใครอยากที่จะรักษาโรคเอดส์หรือการติดเชื้อ hiv นั้นอีกวิธีที่ทำได้ซึ่งเป็นการวิจัยทางการแพทย์ในยุคปัจจุบันที่มีทั้งประเทศไทยและต่างประเทศได้มีการทดลองกันมาแล้วบางส่วนแต่ยังไม่ได้รับผลยืนยันแบบชัดเจน ก็คือเรื่องของการปลูกถ่ายไขกระดูกในส่วนนี้ก็จะเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เซลล์ใหม่ๆที่ถูกใส่เข้าไปภายในร่างกายนั้นมีการต่อต้านและมีการพัฒนาตัวเองทำให้สามารถทำลายเชื้อหรือโรคเหล่านี้ได้ แต่ต้องบอกก่อนว่าในกลุ่มผู้ที่จะทำการปลูกถ่ายไขกระดูกได้นั้นจะต้องมีปัจจัยมีต้นทุนเพียงพอส่วนใหญ่แล้วราคาก็จะอยู่ตั้งแต่หลักแสนหรือถ้าหากว่าในกรณีที่ยากจริงๆก็อาจจะเป็นหลักล้านเนื่องจากว่าจะต้องมีการตามหาไขกระดูกที่เหมาะสม

เพราะฉะนั้นแล้วนี่ก็เป็นสิ่งที่จะต้องรับรู้กันเลยว่าถ้าหากใครที่กำลังเป็นโรคเอดส์นั้นก็จะต้องทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้กับตัวเอง แน่นอนว่าในการวิจัยทางการแพทย์หลายๆอย่างอาจจะยังไม่ได้มีการยืนยันหรือรับรองอย่างแท้จริงแต่การดูแลตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน

สิ่งสำคัญที่สุด ของคนที่ติดเชื้อ HIV หรือผู้ป่วยโรคเอดส์ ต้องรับประทานยาต้านไวรัส ให้ตรงเวลา และเป็นประจำ เพื่อควบคุมปริมาณไวรัสในร่างกาย และต้องหมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย ให้ครบทั้ง 5 หมู่ ไม่ต้องรับประทานอาหารเสริมใดๆ ทำให้สุขภาพจิตดี ไม่ไปรับเชื้อเพิ่ม ป้องกันตนเองจากเชื้อฉาบฉวย เพียงแค่นี้ คุณก็จะมีสุขภาพดี เหมือนคนทั่วไป ไม่แพร่เชื้อ และไม่รับเชื้อเพิ่ม เป็นสิ่งที่สำคัญ กำลังใจก็เป็นแรงผลักดันให้สู้ต่อ สุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี คุณก็ใช้ชีวิตได้ยืนยาวเหมือนคนปกติทั่วไป